UDD ไอบ้าแมน's profileAdirach's SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/17/2009

    ถามตอบยอดฮิต เกี่ยวกับหวัด 2009

    ถามตอบยอดฮิต เกี่ยวกับหวัด 2009
     


    1. โรคนี้ไม่รุนแรง ไม่น่ากลัว  อย่าสะดิ้งไปนะตะเอง????



    Answer :  มะเหงกแน่ะ   ความจริงคือ

    1. ไข้หวัด 2009  ดูเหมือนไม่รุนแรง อัตราตายต่ำ  แต่แพร่ระบาดง่ายและรวดเร็ว ( การแพร่กระจายสูง)


    2.  ความน่ากลัวของหวัด 2009 คือการกลายพันธุ์ต่างหาก  และการกลายพันธุ์จะเกิดง่ายที่สุด เมื่อคน 1 คน หรือสัตว์ 1 ตัว ทะลึ่งติดหวัด 2 ชนิดพร้อมกัน (เช่นหวัด 2009 + หวัด ธรรมดา พร้อมกัน  หรือ หวัด 2009 + หวัดนก พร้อมกัน)

    ขณะนี้"หวัดนกซึ่งรุนแรงและมีอัตราตายสูงมากกก ยังไม่ได้หายไป"


    และแนวโน้มของหวัดนก จะ"ระบาดซ้ำอีก ทุกๆปลายปี"

    แม้ว่าหวัด 2009 มันไม่รุนแรง แต่ถ้าปล่อยให้แพร่แบบนี้ "อีกไม่นานมันอาจผสมกัน"

    .........เอาความสามารถในการแพร่กระจายของหวัด 2009 บวกกับความรุนแรงของหวัดนก  เมื่อนั้นก็หายนะ  !!!!!

    และนั่นคือสาเหตุ ที่อยากให้คนไทยทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่าให้เป็นหวัด อย่าให้โรคนี้แพร่กระจายไปกว่านี้


    ถ้าเป็นหวัดแล้ว แยกตัวจากคนอื่นทันที อย่าแรดเดินตลาด อย่าแรดไปห้างหรือที่ชุมชน   และ ใส่หน้ากากทันทีอย่าให้แพร่เชื้อสู่คนและสัตว์รอบข้าง ถึงแม้จะอยู่บ้านที่มีสมาชิกแค่ 2 คนก็ตาม

     
     
    2. ถ้าเป็นขึ้นมา ไปหาหมอเดี๋ยวก็หาย???

    Answer :  แม่เจ้า พศ.นี้ยังเข้าใจกันแบบนี้อีกเหรอนี่??

    คุณรู้มั้ยว่า  เวลาคุณไปหาหมอเพราะเป็นหวัด  หมอจะจ่ายยาลดไข้  ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ให้คุณ  แต่ไม่มียาฆ่าเชื้อหวัด!!!


    นอกจากคุณติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบ  หมอจึงจะจ่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ติดซ้ำเติมให้   แต่ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสหวัดให้อยู่ดี!!

    เพราะอะไรน่ะเหรอ   เพราะยาฆ่าไวรัส มันแพงมาก และไม่คุ้มที่จะแจกจ่ายพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้ไวรัสยิ่งกลายพันธุ์ดื้อยาขึ้นไปอีก

    99.99% ของคลินิก และ โรงพยาบาลขนาดเล็ก จึงไม่มียารักษาการติดเชื้อไวรัสหวัด ไว้ในสต็อกยาเลยครับ

    สิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาไข้หวัด  คือการกินยาลดไข้  ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ตามอาการ แล้วนอนพักผ่อนมากๆ  พยายามอย่าไปแพร่เชื้อใส่ใคร  เดี๋ยวก็หายครับ

    ส่วน Tamiflu น่ะ อย่าไปหวังอะไรกับมันมากเลยครับ เพราะ


    - ตอนนี้ยาขาดตลาดสุดๆ  รพ. หลายแห่ง หายานี้มา Stock ไว้ไม่ได้

    - ยานี้จะออกฤทธิ์ได้ดี เมื่อคนไข้ถูกตรวจพบเจอก่อนเกิดอาการ  แล้วคนไข้คนไหนจะกระแดะเดินไปหาหมอตอนไม่มีอาการล่ะครับ  ( ถึงกระแดะไปหา หมอก็ไม่กระแดตรวจ Swab ให้หรอก   หรือ ถึงหมอกระแดะตรวจให้ คุณจะกระแดะจ่ายค่าตรวจราคา4000+ บาท มั้ยล่ะครับ?)

    - ตอนนี้เริ่มมีรายงาน  เชื้อดื้อยา Tamiflu แล้วครับ  (บอกแล้ว ว่าไวรัสมันกลายพันธุ์ เร็วค่อดๆ)
     
     
     

     
     
     
    3. ฉีดวัคซีนป้องกันได้???

    Answer :  วัคซีนที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้คือวัคซีน ป้องกัน ไข้หวัดใหญ่สเปนครับ


     เป็น H1N1 เหมือนกัน  แต่เป็นเชื้อคนละตัว  ( เหมือนตระกูลงวงคำเหมา เหมือนกัน แต่ หม่ำกับ ตุ๊กกี้เป็นคนละคนกัน มีสิ่งที่ชอบที่กลัวไม่เหมือนกัน)  
     
      พูดง่ายๆ คือ ในทางทฤษฎี  วัคซีนนี้ ไม่น่าจะป้องกันหวัด 2009 ได้เลย  แต่ให้ฉีดไว้ก่อนเพราะ

    - ตอนแรกนักวิทย์คำนวณไว้อยู่แล้วว่า ปีนี้ ไข้หวัดสเปนต้องระบาด  (ใครจะนึกว่ามันทะลึ่งกลายพันธุ์เป็น 2009 )  อย่างน้อยการฉีดนี้เป็นการตัดไข้หวัดสเปนออกไปก่อน พูดง่ายๆ คือ ถ้าใครเดินมา รพ.  

     
       เราจะได้สงสัยไปเลยว่าเป็น หวัด 2009 ไม่ใช่หวัดสเปน จะได้ง่ายต่อการควบคุมรักษา

    - ถ้าเกิดไข้หวัดสเปน เกิดบ้าจี้ ระบาดขึ้นมาพร้อมกันตอนนี้ อัตราตายมันสูงกว่า หวัด 2009 มากนะครับ

    - แม้ทางทฤษฎี วัคซีนนี้จะกัน 2009 ไม่ได้เลย  แต่ไหนๆมันก็เชื้อตระกูลเดียวกัน  และเป็นเชื้อใหม่ด้วย  ใครจะไปรู้ว่ามันอาจป้องกันหวัด 2009 ได้ซัก 1% ก็ได้  

     
       มีตังค์ก็ฉีดๆ ไปเหอะ  Better Than Nothing  แต่ต้องรู้นะ ว่า  การฉีดวัคซีนนี้ ไม่ได้แปลว่า คุณไม่ต้องกลัวแล้ว
     
      ไม่ได้แปลว่าคุณมีภูมิคุ้มกันต่อหวัด 2009 แล้ว  มันแค่ลดความเสี่ยงไปซักถึง 1%  รึเปล่ายังไม่รู้เลย??
     
     

     
     
    4. แล้วอะไร คือสิ่งที่ควรทำตอนนี้???

    Answer :


    4.1 ระดับส่วนตัวและครอบครัว

    ในภาวะปกติ

       ตอนนี้ต้องยอมรับว่า ทุกแหล่งชุมชนคือจุดเสี่ยงในการแพร่ระบาด โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นห้องแอร์ระบบปิด    เช่นในห้างสรรพสินค้า  โรงหนัง  บนรถไฟฟ้า  รถไฟใต้ดิน  ถ้าจะเดินเข้าแหล่งชุมชนเหล่านี้ ควรใส่หน้ากากป้องกันตัวเองได้แล้วครับ!!!!!

    ถ้าคุณมีอาการของโรคหวัด แค่ ไอ จามเล็กๆน้อยๆ

         ควรแยกตัวจากครอบครัวและสังคมเท่าที่ทำได้  เช่นแยกห้องนอนจากคนอื่น  ถ้าต้องอยู่ร่วมกันก็ใส่หน้ากากตลอดเวลา (หาซื้อไม่ได้ ก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาผูกไว้ก็ยังดีกว่าหายใจรดกันตรงๆ)  

    ปิดปากปิดจมูกเสมอ อย่าหายใจรดใคร อย่าไอจามใส่ที่สาธารณะ  เลิกถ่มน้ำลายลงพื้นได้แล้ว

    ล้างมือให้บ่อยที่สุด การเอามือไปป้ายโน่นป้ายนี่ เป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่ดีเยี่ยม

    ตอนเช้าตื่นนอน กรุณา เปิดหน้าต่างกว้างๆ  เปิดพัดลมไล่อากาศออกซักนิด ก่อนจะให้ใครคนอื่นเดินเข้ามาในห้องเรา   เสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน หมั่นซักบ่อยๆ ( ไม่รู้มีคราบเสมหะ ตอนเราไอจามติดอยู่รึเปล่า )  

     
    ล้างมือให้บ่อยที่สุด แต่ไม่ต้องถึงกับแยกห้องน้ำหรอกนะ แค่เอาแปรงสีฟันเราออกมาเก็บเอง อย่าใส่ถ้วยเดียวกะคนอื่นก็พอ
     
     

     
     
     
    อาการอย่างไรจึงควรไปตรวจที่รพ.?

    1. มีไข้ 38 ํC ขึ้นไปร่วมกับ


    2. อาการอย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ, ไอ, หายใจผิด ปกติ (หอบ, ลำบาก), หรือแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม ร่วมกับ  มีผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือในที่ทำงานป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบ ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนวันเริ่มป่วย

    ถ้าอาการแค่เป็นหวัดเจ็บคอธรรมดา ไข้ไม่สูง ไม่นอนซม  ไม่ต้องสะดิ้งวิ่งไปรับเชื้อที่รพ.นะครับ อย่าลืมว่าตอนนี้  รพ.นั่นแหละ เป็นแหล่งแพร่เชื้อที่ดีที่สุด.................

     
    4.2 ระดับนโยบายของรัฐ และ สื่อมวลชน

    มาดูกันนิดนึง ว่าทำไมประเทศเราถึงควบคุมการระบาดไม่ได้เลย ขณะที่ประเทศต้นตำรับการระบาดอย่าง Mexico ซึ่งไม่ได้เจริญกว่าบ้านเราเลย เขาถึงควบคุมการระบาดระลอกแรกได้....

    จำข่าวได้มั้ยครับ ว่าตอนแรกที่ Mexico เขาระบาดเขาทำอะไรบ้าง ??


    ปิดเลยครับ !!!   เขากล้าพอที่จะปิด โรงเรียนทุกแห่ง  โรงหนังทุกแห่ง  ห้างสรรพสินค้าทุกแห่ง ทั่วประเทศ พร้อมกัน 1 สัปดาห์ พร้อมทั้ง พ่นยาฆ่าเชื้อ ตามโรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ใหญ่ๆด้วย

    นั่นคือสาเหตุที่เขาควบคุมการระบาดระลอกแรกได้ทันทีในสัปดาห์ต่อมา....

    แล้วพี่ไทยล่ะทำอะไรบ้าง ?? นอกจากออกข่าว ว่า ไม่มีอะไร้  ไม่น่ากลัว แต่คนติดเชื้อเพิ่มเป็นหลักร้อย หลักพันทุกวัน???

    มัวแต่กลัวว่าเศรษฐกิจจะทรุด การท่องเที่ยวจะกระทบ   ...

    คิดกันบ้างมั้ยว่า ถ้าคนไทย ตัยหอง กันหมด  จะมีเศรษฐกิจดีๆไว้ทำอารายจ๊ะ??

    เศรษฐกิจ คือ สิ่งที่เราสร้างได้แน่นอน ถ้าคนไทยยังมีลมหายใจอยู่คับ (ว้อยยยยยย ) 

     
     
    และคุณสื่อมวลชนครับ ... ผมว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกคุณจะต้องพูดความจริง.....
    ถ้าจำไม่ได้ว่าผมพล่ามอะไร ให้ พูดดังนี้นะครับ

    1. โรคนี้ อันตรายครับ ....  และยังกลายพันธุ์ให้อันตรายกว่านี้ได้อีกในปลายปีนี้ครับ
    2. โรคนี้ หวังพึ่งยารักษา ไม่ได้ครับ   และตอนนี้เริ่มดื้อยาแล้วด้วยครับ
    3. โรคนี้ต้องป้องกันอย่างเดียวครับ
    4. จะควบคุมการระบาดได้ ต้องพร้อมใจกัน ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ พร้อมกันทั้งสังคมครับ
    5. จะควบคุมการระบาดได้  ปิดโรงเรียน โรงหนัง  ศูนย์การค้าใหญ่ๆ ได้แล้วครับ ขอแค่ 3 วันก็ยังดีครับ!!!!! 

     
     
    ดูแลตัวเองกันดีๆนะครับผม...อ๋อ เป็นห่วงเน้อ ^^

    **ได้จากอีเมล์นี้นะ
    rampa_ch@hotmail.com **
    3/7/2009

    อนาคตการบินของไทย .. หรือจะงงชีวิตกันต่อไป?

    สวัสดีครับ

    วันนี้จะมาในแนวดุเดือดหน่อยนะครับผม

    ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมเศร้าใจกับประเทศนี้หลังจากกลับมาจากงานสิงคโปร์แอร์โชว์

    อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมรักเมืองไทยจะตาย ........... แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ รักมากก็โกรธมาก

    ใน อีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิงคโปร์จะไม่เป็นเพียงศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคเท่านั้น แต่สิงคโปร์กำลังจะเป็นศูนย์กลางทางการเดินทางท่องเที่ยวอากาศในภูมิภาค

    โอ้โห ...... ในขณะที่เมืองไทยยังเถียงกันไม่จบเรื่องจะเอายังไงกับดอนเมือง สิงคโปร์กำลังจะสร้าง "ท่าอวกาศยาน" แล้วครับ

    อีก เรื่องหนึ่ง ตอนเครื่องบินที่ผมนั่งร่อนลงที่สนามบินชางอี ผมได้มีโอกาสชม Terminal 3 ใหม่เอี่ยมล่าสุดของสนามบินชางอี ซึ่งจะทำให้สนามบินนี้รองรับผู้โดยสารได้เกือบ 80 ล้านคนต่อปี

    โอ้โห ....... ในขณะที่เมืองไทยยังเถียงกันว่ารันเวย์ร้าวหรือไม่ หรือสุวรรณภูมิเฟส 2 จะสร้างหรือไม่ สิงคโปร์ยึดตำแหน่งศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคไปเรียบร้อยแล้วครับ

    นี่ยังไม่นับการเป็นฮับทางด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานนะครับ สิงคโปร์ครองส่วนแบ่งในตลาดด้านนี้ถึง 25% ของภูมิภาค

    กลับมาถามตัวเองได้หรือยังครับว่า "เราทำอะไรกันอยู่?"

    ...
    ...
    ...

    อ๋อ ผมตอบได้แล้วครับ "เรามัวแต่กัดกัน"

    ขออนุญาตใช้คำว่ากัดกันครับ เพราะการทะเลาะกันก็ยังมีประโยชน์ถ้าทะเลาะให้ถูกวิธี แต่นี่มัน .......

    ผมพูดได้เลยว่า นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการบินของชาติ "ล้มเหลว ไร้ทิศทาง ไม่มีวิสัยทัศน์ และล้าหลังคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง"

    คิดดูสิครับ เรายังเอาแน่เอานอนกับดอนเมืองไม่ได้เลย ตอนแรกบอกจะปิดแล้วทำเป็นศูนย์ซ่อม ตอนหลังบอกจะเปิดให้ Low Cost มาลง ตอนหลังจะเปิดเป็นสนาบินในประเทศ ล่าสุดอยากจะเป็นสนามบินนานาชาติ

    ตลกครับ ......... ตลกจริง ๆ ในเวลาเพียง 3 - 4 ปี เราเปลี่ยนยุทธศาสตร์กันไม่รู้กี่ครั้ง ฝรั่งงงกันหมด ไม่รู้ว่ารัฐบาลไทยจะเอาอย่างไรกันแน่

    แล้วใครที่ไหนจะเอาเครื่องบินมาลงครับ? นี่ยังดีที่เมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวนะครับ คนจึงยังใช้บริการมาก

    แต่ไทยไม่ใช่ศูนย์กลางทางการบินครับ ลองดูจากปริมาณการเปลี่ยนเที่ยวบินและการขนส่งสินค้าเมื่อเทียบกับสิงคโปร์สิครับ เราตามหลังหลายช่วงตัว

    ...
    ...
    ...

    ทำไมสิงคโปร์ถึงทำได้?

    คำตอบง่ายมากครับ "ชาวสิงคโปร์พร้อมใจกันทำเพื่อชาติในทิศทางเดียวกัน"

    ยุทธศาสตร์ถูกวางล่วงหน้าเป็นสิบปี ทุกอย่างมีการเตรียมแผนการอย่างรัดกุม รัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่ ที่สำคัญคือนโยบายนิ่งสนิท

    ชางอีเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ผมเห็นตู้โชว์รางวัล "บางส่วน" ที่เขานำมาโชว์แล้ว แต่ละรางวัล เป็นรางวัลยอดเยี่ยมที่สุดของโลกจากสถาบันที่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่เคยใช้ชางอีมา ผมก็ไม่แปลกใจ

    ในอีกส่วนหนึ่งของสนามบินชางอีเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานครบวงจร ไล่ตั้งแต่การผลิต การพัฒนา การซ่อมบำรุง การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ สิงคโปร์กำลังมีนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานในอีกสนามบินหนึ่งซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคที่บริษัทด้านการบินชั้นนำจากทุกสายงานมาลงทุน

    บริษัทท้องถิ่นของสิงคโปร์มีการพัฒนาและวิจัยอยู่ตลอดเวลา มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ล้วนแต่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

    อย่าแปลกใจ ถ้าสิงคโปร์จะเป็นผู้นำทางการบินของโลก
    ...
    ...
    ...

    กลับมาที่พี่ไทยครับ

    เปิดสุวรรณภูมิมาปุ๊บ มีปัญหามากมายหลายประการ ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องปกติของการเปิดสนามบินใหม่ (ดูการเปิด Terminal 5 ของสนามบินฮีตโทรว์เป็นตัวอย่างครับ)

    แทนที่ผู้รับผิดชอบจะตั้งใจแก้ปัญหา กลับตั้งใจแก้แค้น ล้างบางฝ่ายตรงข้าม ถึงขั้นบอกว่าจะต้องปิดสุวรรณภูมิ 1 ปี!!!!

    นี่ไงครับที่ผมบอกว่าผู้รับผิดชอบไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ รวมถึงไม่เป็นมืออาชีพและไร้ความสามารถ

    ยุทธศาสตร์ ที่เคยวางมาเปลี่ยนไปหมด การลงทุนในสุวรรณภูมิหยุดชะงัก แต่กลับดันทุรังไปเปิดดอนเมืองใหม่อีกครั้ง เพียงแค่เหตุผลว่าไม่ต้องการให้บริษัทขาดทุน

    อ๋อ เดี๋ยวนี้เขาห่วงผู้ถือหุ้นมากกว่าประเทศชาติแล้วแฮะ ปัดโธ่

    ทำไมผมถึงพูดมาเสมอว่าการเปิดดอนเมืองคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด?

    มันเป็นประเด็นด้านด้านการขนส่งล้วน ๆ ครับ

    ใช่แล้วครับ มีสองสามสนามบิน ที่ไหน ๆ ก็มีกัน ญี่ปุ่นมี คันไซ-นาริตะ, เบอร์ลินมี 3 สนามบิน เบอร์ลินเชอร์โฮฟิล-เทงเกล-เทมเฟิลฮอฟ (สองอันหลังกำลังจะปิด) , ลอนดอนยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ มี 5 สนามบิน ฮีตโทรว์-แก๊ตวิช-สแตนเซ็ต-ซิตี้-ลูตัน ในยุโรปแทบทุกเมือง มีหลายสนามบินทั้งนั้น โรม, ปารีส ฯลฯ มีใช้ทั้ง international airport กับ continental airport ซึ่งรองรับสายการบินในยุโรปด้วยกัน

    ไม่ใช่ประเด็นด้านการจัดการด้วยครับ เขาจัดการกันได้ แล้วความจริงเมืองไทยก็จัดการกันได้ไม่มีปัญหาแน่นอน

    ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ

    ใน ลอนดอน มี 5 สนามบิน แต่เขามีฮัตโทรว์ เอ๊กเพรส, แก๊ตวิช เอ๊กเพรส อะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้มันจะไม่ได้เชื่อมสองสนามบินเข้าด้วยกัน แต่มันก็ยิงตรงเข้าฮับกลางเมือง ผู้โดยสารก็โดดขึ้นอีกสายต่อไปได้เลย

    แล้วเมืองไทยล่ะครับ ตอนนี้ มีแต่ ขสมก. เอ๊กเพรส ......... ผู้โดยสารที่จะต้องมาต่อเครื่องที่ดอนเมืองต้องนั่งรถฝ่าการจราจรอันติดขัด (ที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมบอกว่าติดกว่าโตเกียวอีก) เสียเวลามากมาย กว่าจะไปถึงดอนเมือง ซึ่งระบบการเชื่อมต่อระหว่างสนามบินที่มีประสิทธิภาพคือระบบราง แต่ระบบรางตอนนี้มีเพียงแอร์พอร์ตลิงค์ที่มาถึงมักกะสันกับเชื่อมต่อกับ BTS เท่านั้น ยังไม่มีแววว่าจะมาถึงดอนเมือง จะให้ผู้โดยสารลงจากแอร์พอร์ตลิงค์มาต่อรถไฟฟ้าสีแดงก็ไม่ถูกต้อง เพราะความรวดเร็วและสะดวกสบายจะหายไป ผู้โดยสารต้องหอบกระเป๋าใบโต ๆ ลงจากแอร์พอร์ตลิงค์เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าสายสีแดงร่วมกับคนที่ไป-กลับบ้าน ไม่สะดวกอย่างสิ้นเชิง

    มันยิ่งไปกันใหญ่เมื่อมีการเสนอให้ดอนเมืองรับเที่ยวบินจากต่างประเทศอีกครั้ง คราวนี้งงสนิทเลยล่ะครับ

    ...
    ...
    ...

    มันอะไรกันหนักหนา? ผมถามจริง ๆ ครับว่ามันอะไรกันหนักหนา?

    เลิกพูดเถอะครับว่าประเทศไทยได้เปรียบทางภูมิประเทศ ค่าใช้จ่ายในการลงจอดถูก ฯลฯ

    ความได้เปรียบพวกนี้ สิงคโปร์ไม่ยักกะมี แต่ทำไมเขาทำได้?

    ก็ เพราะเขาไม่ได้ขยันหาจุดเด่นมาสปอยตัวเองแล้วไม่คิดจะทำอะไร แต่เขาหาจุดที่เขาคิดว่าเขาสามารถนำมาทำให้เกิดประโยชน์ได้ และทำจริงจัง

    แต่บ้านเรา เอาแต่พูด ๆ ๆ ๆ ๆ นอกจากนั้นก็เอาแต่ทะเลาะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ หรือไม่ก็เปลี่ยนนโยบายทุก 3 เดือน

    โอ่ย จะเป็นลม .........

    อ้อ อีกอย่างนะครับ กรุณาอย่าพูดว่า "แหมคุณ skyman พล่ามมาขนาดนี้ ทำไมไม่ไปเป็นรมต.คมนาคมซะเองเลยล่ะ?"

    ขอบอกว่า "ไม่จำเป็น" และ "ไม่ใช่หน้าที่ของผมครับ"

    ผม เสียภาษี คุณเสียภาษี เราทุกคนเสียภาษี เงินภาษีนอกจากจะนำไปพัฒนาประเทศแล้ว ยังกลายเป็นเงินเดือนของท่าน ๆ ทั้งหลายที่กำลังทำงานอยู่ในตอนนั้นและตอนนี้

    พูดให้ง่ายเข้าคือ ประชาชนจ่ายเงินจ้างคุณมาทำงานให้เรา ............. หรือถ้าพูดตรง ๆ ประชาชนคือนายจ้าง คุณคือลูกจ้าง

    มีที่ไหนครับ ถ้าลูกจ้างทำงานไม่ดี แต่กลับมาบอกว่ามาบอกให้นายจ้างไปทำงานแทนสิ

    แล้วผมจะจ้างคุณมาทำอะไรมิทราบครับ? เจออย่างงี้ถ้าผมเป็นนายจ้าง ผมไล่ออกสถานเดียว

    ...
    ...
    ...

    ดอนเมืองมีศักยภาพสูงมากที่สุดในอาเซียน (ผมกล้าพูดได้เลยว่าสูงที่สุดในอาเซียน) ในการที่จะเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงในภูมิภาค ศูนย์ซ่อมของชางอีรับเครื่องบินได้ในขนาดกลางเท่านั้น แต่ ดอนเมือง รับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้สบาย ๆ มีที่ว่างและอาคารพร้อมสรรพ มีพื้นที่สำหรับเป็นโรงงานซ่อมบำรุงไปจนถึงห้องวิจัยทางวิศวกรรมอากาศยาน อย่างครบครัน โดยเฉพาะ Termnial ของดอนเมืองที่สามารถจะทำได้แม้แต่เปลี่ยนไปเป็นศูนย์การจัดงานแสดงนิทรรศการหรือจัดแอร์โชว์

    กิจกรรมพวกนี้สามารถสร้างเงินให้ประเทศเป็นหมื่น ๆ ล้าน สร้างงานให้คนไทยเป็นหมื่น ๆ ตำแหน่ง แต่ผู้รับผิดชอบกลับเห็นแก่เงินแค่ไม่กี่ร้อยล้านเปิดเป็นสนามบินพาณิชย์อีกครั้ง

    ถ้า ดอนเมืองเป็นศูนย์ซ่อมครบวงจร ทั้งสายการบินของไทยและเครื่องบินของรัฐบาลไทยก็ไม่ต้องส่งไปซ่อมต่างประเทศ ในทางกลับกันเราสามารถรับงานซ่อมจากต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ซ่อมฟรี ๆ เขาก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้เรา

    สุวรรณภูมิจำเป็นอย่างที่สุดที่จะต้องลงทุนต่อไป การที่ผู้ใช้บริการกำลังใกล้เต็มความจุไม่ใช่ข้ออ้างที่จะมาเปิดดอนเมืองอีกครั้ง ...... ถ้าอ้างอย่างนั้นแปลว่าทำงานไม่เป็น ........ การบริหารจัดการที่ดีจะสามารถทำให้ความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนในปัจจุบันของสุวรรณภูมิยังคงไม่มีปัญหามากนัก เพื่อรอการลงทุนเฟสสอง

    สุวรรณภูมิ มีศักยภาพสูงมากในแง่พื้นที่ สามารถขยายออกไปได้อีกมาก ในขณะที่ดอนเมืองทำไม่ได้แล้ว การลงทุนที่ถูกต้องจะทำให้สุวสรณภูมิเป็นสนามบินที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพ

    เมื่อทุกอย่างลงตัว สุวรรณภูมิใจะเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ไม่ยากเลย ..... ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจจะอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?

    ผมยังอยากเห็นเราเป็นศูนย์กลางทางการบินจริง ๆ ไม่ใช่ฝันกลางวันอยู่นะครับ


    จากเว็บของพี่ skyman - analayo

    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=skyman&month=05-04-2008&group=9&gblog=11
    1/30/2009

    Logo Truth Today Modern

    ไฟล์:Logo Truth.jpg

    ความจริงวันนี้

    กู้วิกฤตการบินไทย by Skyman 810 610

    กู้วิกฤตการบินไทย



    ....... คิดอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งต้องมีโอกาสมาพูดเรื่องนี้

    เรื่องการบินไทยใกล้เจ๊ง

    คือผมก็ยังงงอยู่ทุกวันนี้ว่าการบินไทยมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไงทั้ง ๆ ที่การบริหารย่ำแย่กว่าสายการบินระดับบิ๊กอื่น ๆ ในภูมิภาคมาก

    เพราะภาพลักษณ์ของการบินไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปนี่ดีมากเลยนะครับ คนไทยมีจิตใจในการบริการ มันเป็นเซ้นส์ที่เกิดมากับคนไทยเอง ต่างชาติไม่เคยเจอ ไม่ว่ายังไงการบิรการของไทยก็กินขาดครับ การบินไทยได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมของโลกอยู่เสมอ ๆ อันดับจะวนเวียนอยู่ใน 5 อันดับแรกของโลกทุกปี ยิ่งแถบสแกนดิเนเวียนี่ เขายกให้การบินไทยดีกว่าสายการบินแถว ๆ บ้านเขาด้วยซ้ำ (เขาคงดีใจที่เขามีส่วนร่วมก่อตั้งการบินไทยมา) Lounge ของการบินไทยนี่ ได้รางวัลยอดเยี่ยมของโลกอยู่ตลอด ...... The Touch of Thai นี่มันดีไม่แพ้ใครอยู่แล้วครับ

    แต่กลับกัน การบินไทยมีการบริหารงานที่ย่ำแย่มาก เป็นขุมทรัพย์ของนักการเมือง มีหนี้สินเยอะ การจัดซื้อเครื่องบินเข้าขั้นมั่ว มีเครื่องยนต์ใช้แทบทุกยี่ห้อ ที่สำคัญที่สุด ผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์ในการที่จะพาการบินไทยไปข้างหน้าให้ไกลกว่านี้

    ผมก็ไม่อยากพูดว่าการบินไทยกินบุญเก่าหรอกครับ แต่อยากจะคิดว่าที่มันพอถูไถไปได้เพราะยังมีคนดี ๆ เยอะกว่าคนไม่ดีมากกว่า ..... เพียงแต่ว่าทุกวันนี้คนไม่ดีเป็นคนกุมอำนาจการบินไทยก็เท่านั้น

    การบินไทยแย่ยังไง?

    1. ขาดธรรมมาภิบาล เพราะเปลี่ยนรัฐบาลทีนึง นักการเมืองก็ส่งคนเข้ามาเป็นบอร์ดทีนึง ไม่ว่ารัฐบาลไหน เผด็จการหรือประชาธิปไตย ทำเหมือนกันหมด การทุจริตมีทุกระดับจนไม่รู้จะพูดยังไง

    2. ขาดประสิทธิภาพ มาคิดกันง่าย ๆ นะครับ การบินไทยมีคนมากกว่าสิงคโปร์แอร์ไลน์สองเท่า แต่ยอดขายน้อยกว่าสิงคโปร์แอร์ไลน์สองเท่า แค่นี้มันก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างแล้วครับกับการบินไทย คนล้น งานลด กำไรหด บริษัทรับกรรม

    3. ขาดความเป็นเอกภาพ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกมากมาย สหภาพการบินไทยมีอำนาจล้นฟ้า ทำอะไรก็ได้ไม่มีใครกล้าแตะ คนดีถูกกดหัว คนชั่วได้เติบโต

    4. ขาดการจัดการที่ดี องค์กรของการบินไทยซับซ้อนและซ้ำซ้อน การบริหารการเงินเข้าขั้นย่ำแย่ คิดง่าย ๆ ว่าการบินไทยมีส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) สูงถึง 3.3 เท่า

    5. ขาดวิสัยทัศน์ ขาดสี่ขาดด้านบนยังไม่เท่าไหร่ แต่ขาดที่ห้าที่ถึงขั้นวิกฤตครับ ผมยังไม่เคยได้ยินผู้บริหารการบินไทยแสดงวิสัยทัศน์ที่จะพาการบินไทยไปข้าง หน้าเลย ต่างจากสายการบินอื่น ๆ ที่ผู้บริหารเขาแสดงวิสัยทัศน์เสมอ การบินไทยจะอยู่ตรงไหนในอีก 10 ปี? การบินไทยจะรับมือคู่แข่งจากต่างชาติอย่างไร? การบินไทยจะผ่านวิกฤตไปได้อย่างไร? ...... ไม่เคยได้ยินครับ แม้ข่าวที่มีข่าวลือหนาหู โดยเฉพาะข่าวการซื้อ Future น้ำมันที่ทำให้บริษัทขาดทุน ข่าวลือที่ผมได้ยินมีทุกรูปแบบ การบินไทยปล่อยไปเกือบปีกว่าจะออกมาชี้แจง แต่ข่าวที่ออกมาพูดทันทีคือบริษัทจะจ่ายโบนัสและขึ้นเงินเดือน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังต้องฟื้นฟูกิจการ!?!

    ยิ่งเมื่อตอนวิกฤตหนักแบบเห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่าคืออาการเดียวกันกับพวก Big 3 ยานยนต์ในสหรัฐคือ เงินหมด cash flow หดหาย และก็ต้องบากหน้าไปขอให้รัฐช่วย แล้วก็โดนรัฐถืบกลับมาบอกว่าไปร่างแผนฟื้นฟูมาก่อนไป๊! ..... ผมว่ามันก็สมควรแล้วล่ะครับที่จะโดนคุณกรณ์กับคุณโสภณไล่กลับไปทำแผนฟื้นฟู เพราะตอนอยู่ดี ๆ ก็กินกันสนุก แต่พอวิกฤตจะให้รัฐค้ำประกันเงินกู้ให้ยันเต แถมที่เห็นก็เห็นแต่แผนกู้ระยะสั้น-ระยะยาว .....

    ยังไม่เห็นแผนปฏิรูปองค์กรระยะสั้น-ระยะยาว ????

    โอ่ย ..... จะเป็นลม - -'

    ...
    ...
    ...

    ผมจำได้ว่าผมนั่งเครื่องบินครั้งแรกคือ Boeing 747 นั่งจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ครับ นั่งตอนเด็ก ๆ เลย ตอนที่การบินคือสิ่งที่ Only the rich one can fly ..... ที่ได้นั่งนี่คือได้ตั๋วฟรีนะครับ 555+ .... บวกกับอีกหลายเหตุการณ์จากนั้น มันก็เริ่มทำให้ผมชอบเครื่องบินนับจากนั้นเป็นต้นมา

    ตอน นี้ทำงานมีเงินแล้ว ผมหาวิธีเก็บออม จัดการการเงินส่วนตัว ต่อไปจะได้ไม่ลำบาก มันจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ผมเก็บเอาไว้ซื้อหุ้นเพื่อเป็นการออมทุกเดือน ..... ใช่ว่าคุณต้องมีเงินเป็นแสนเป็นล้านถึงจะซื้อหุ้นได้นะครับ ..... เงินเก็บของผมแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่เอามาซื้อหุ้น ไม่กี่พันหรอกครับ ผมจิ้มหุ้นการบินไทยมาทุกเดือนถ้ามีเงินเหลือ ..... ที่ซื้อนี้ ไม่ใช่เพราะมันดีเด่นอะไรนะครับ เพราะถ้าอ่านงบดุลและดูบริษัทแล้ว ให้ตายผมก็ไม่ซื้อหรอก ^ ^" ..... แต่ ที่ซื้อก็เพราะผมคิดว่าในตลาดผมเข้าใจธุรกิจการบินดีที่สุด อีกอย่างผมรักเครื่องบิน และผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติสายนี้ ...... THAI คือหุ้นตัวแรกในชีวิตที่ผมซื้อ ตอนนั้นราคา 17 บาทมั้ง ตอนนี้ 6 บาทกับอีกสามสลึง และกำลังต่ำลงเรื่อย ๆ 555+ ...... คงไม่ขายล่ะครับเก็บไว้ยาว ๆ ประกอบกับจะเอาไว้ไปดูหน้าบอร์ดกับสหภาพในวันประชุมผู้ถือหุ้น หุหุ

    คนไทยทุกคนก็เหมือนผู้ถือหุ้นการบินไทย เพราะ ถ้าไม่ซื้อหุ้นโดยตรงแล้ว ก็ยังถือว่าคนไทยถือหุ้นผ่านรัฐบาลไทย ซึ่งถือหุ้นโดยตรงผ่านกระทรวงการคลัง 51% ถือโดยอ้อมผ่านกองทุนรวมวายุภักษ์ 17% และถือผ่านธนาคารออมสิน สำนักงานประกันสังคมอีกราว ๆ 4% รวม ๆ แล้วรัฐถือหุ้นการบินไทยราว 72%

    เยอะนะครับ เท่ากับว่าทรัพย์สินของรัฐอยู่ในนั้น 72% ...... ถ้าการบินไทยจ่ายปันผล รัฐก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้าการบินไทยเจ๊ง รัฐสะเทือนแน่ เพระาความมั่งคั่งจะหายไปเยอะ

    อีกอย่าง กว่าจะสร้างสายการบินสายหนึ่งให้มายืนอยู่จุดเดียวกับการบินไทยบนธุรกิจการบินของโลกนั้น ยากมากครับ และถ้าเราปล่อยให้การบินไทยล้ม แล้วสร้างสายการบินใหม่ เราคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทำให้มันมายืนอยู่ตรงจุดเดียวกับการบินไทยได้ ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นเราอาจจะตกขบวนการเติบโตของธุรกิจการบินในเอเชียไปแล้วก็ได้ครับ

    และที่สำคัญด้วยความเป็นสายการบินแห่งชาติ (Flag Carrier) ...... "การบินไทยล้มไม่ได้ครับ"

    ...
    ...
    ...

    ถ้างั้นจะทำยังไง? ...... เพราะสิ่งที่เรารู้แน่นอนอยู่แล้วว่าปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้แน่

    มาว่ากันทีละเรื่องก่อนครับ เรื่องแรกเลยคือเรื่องเครื่องบิน

    อย่าไปฟังข่าวในหนังสือพิมพ์มากนักครับที่ว่าเครื่องที่ซื้อใหม่ห่วยบ้าง เก่าบ้าง ไม่มีใครใช้บ้าง ..... อย่าง A330-300 ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เครื่องบินไม่ผิดครับ สิงคโปร์แอร์ไลน์เพิ่งสั่งไปล็อตใหญ่เมื่อสองสามปีก่อน รับมอบสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อไม่กี่วันนี้เอง ถ้าเครื่องบินมันแย่สายการบินเกือบครึ่งร้อยและกองทัพอากาศหลายชาติทั่วโลกคงไม่สั่งไปเป็นพันลำหรอกครับ ..... A380 ก็สำคัญในแผนงานในอนาคตของการบินไทย เพราะทุกวันนี้ Route ยุโรปที่บินอยู่นั้นเครื่องเต็มตลอด ดังนั้นการรับคนเพิ่มต่อเที่ยวได้คือกำไรที่เพิ่มขึ้น ..... ปัญหามันอยู่ที่การบริหารจัดการด้านการชำระเงินของเครื่องบินครับ

    ปกติแล้วการซื้อเครื่องบินหนึ่งลำ เขาจะจ่ายเป็นงวด ๆ (หรือถ้าจะจ่ายเงินสดก็ได้ถ้าคุณมี แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่ทำกัน) และมันก็ยังมีเทคนิคอีกหลายอย่างในการซื้อเพื่อทำให้งบดุลดูสวย เช่น เปลี่ยนจากการซื้อเป็นการเช่าซื้อ หรือเป็นการเช่า ที่อาจจะเคยได้ยินว่า Wet Lease, Dry Lease, Operating Lease, Finnanal Lease ฯลฯ ซึ่งผมคงไม่ลงรายละเอียดตรงนี้เพราะไม่เกี่ยวกับบทความ

    การซื้อเครื่องบินใหม่เป็นสิ่งที่ดี เพราะปัจจุบันอายุเฉลี่ยของฝูงบินการบินไทยค่อนข้างสูง ผู้โดยสารเขาจะเชื่อถือฝูงที่มีอายุเฉลี่ยน้อยมากกว่า

    แต่สำคัญที่สุด การ ซื้อเครื่องบินต้องมีแผนงานรองรับชัดเจน มียุทธศาสตร์ชัดเจน มี Roadmap ชัดเจน แบบเครื่องบินกับเครื่องยนต์ต้องไม่มั่ว ไม่ใช่มีเครื่องยนต์แทบทุกยี่ห้อแบบนี้ครับ ไม่มีใครเขาทำกันเพราะ มันเสียค่าซ่อมบำรุงแพงกว่ามีเครื่องเพียงหนึ่งหรือสองแบบ ปัญหานี้จะแก้ได้ด้วยการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเอาการเมืองออกจากองค์กร

    เรื่องเอาการเมืองออกจากองค์กรนี่สำคัญที่สุดครับ การเมืองคือตัวทำลายการบินไทยอย่างแท้จริง การบินไทยมีแต่นักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์ บอร์ดถ้าไม่ใช่นักการเมืองตกงานก็เป็นคนที่เข้ามาเพื่อสนองประโยชน์ให้ นักการเมืองแต่ไม่มีความรู้ในธุรกิจการบิน ...... ยิ่งสหภาพการบินไทยไปร่วมปิดสนามบินกับเขาแบบนี้ องค์กรยิ่งพังเร็ว ...... ผมไม่รู้หรอกว่าฝ่ายเหลืองหรือแดงใครถูกหรือผิด ..... ผมรู้แต่เพียงว่าสหภาพการบินไทยคือผู้ที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรอย่าง รุนแรงที่สุด ...... ฝ่ายบริหารและบอร์ดต้องจัดการตามความเป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้สหภาพมีอิทธิพลเหนือบริษัท เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่เสียหายไปให้กลับมา

    เรื่องบอร์ดกับผู้บริหารนี่ก็สำคัญครับ ผู้นำองค์กรดันเป็นนักบิน บอร์ดดันเป็นทหารอากาศ (มา ตามโควต้าอย่างถูกต้องที่ล็อกเอาไว้ด้วย) นอกนั้นก็เป็นนักการเมืองมั่ง หรือคนที่ไม่เคยรู้จักธุรกิจการบินมั่ง ไม่ใช่คนเหล่านั้นเขาไม่มีความสามารถนะครับ จริงอยู่เรื่องการบินคนเหล่านี้อาจจะแน่จริง แต่ในโลกธุรกิจมันเป็นอีกเรื่องนึงครับ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าประวัติการบินดี ๆ ขับเครื่องบินเก่ง ๆ แล้วจะบริหารเก่ง ทำการตลาดเก่ง ซึ่งผมว่าที่ผ่าน ๆ มามันก็พิสูจน์แล้วล่ะว่านักบินไทยขับเครื่องบินเก่งแต่บริหารไม่เก่ง ในความเป็นจริงมันต้องเป็นนักการตลาดมาบริหารครับไม่ใช่นักบิน ส่วนกองทัพอากาศถ้ายังอยากจะมีสายสัมพันธ์กับการบินไทย ก็ควรจะยุติการส่งนายทหารเข้ามาเป็นบอร์ดได้แล้วครับ ผม มั่นใจว่ากองทัพอากาศไทยสามารถรบเพื่อปกป้องน่านฟ้าไทยได้ แต่ผมไม่มั่นใจว่ากองทัพอากาศไทยจะบริหารองค์กรแบบการบินไทยให้ทำการรบกับ สายการบินต่างชาติได้ หาคนเก่ง ๆ หรือยกเลิกโควต้าตรงนี้ไปดีกว่า แล้วท่านก็เปลี่ยนไปเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงแทน แบบนี้จะเหมาะสมกว่ามาก

    เรื่องคน มีคนมากก็มีต้นทุนมาก การบินไทยต้องลดต้นทุนครับ หน่วยไหน ฝ่ายไหนที่ไม่จำเป็นต้องยุบหรือรวม ขนาดองค์กรต้องลดลง การบริหารต้นทุนต้องมีประสิทธิภาพให้มากกว่านี้ เพราะถ้าต้นทุนลด กำไรมันจะเพิ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญ ระบบเส้นลายต้องขจัดออกไปให้หมด

    ที่สำคัญแบบโครตสำคัญ การบินไทยต้องกล้าที่จะปฏิรูปตนเอง การบินไทยมีวัตถุดิบดีอยู่แล้วคือความเป็นไทย ผมพูดอยู่เสมอว่า การบินไทยถ้าปฏิรูปองค์กรได้ สิงคโปร์แอร์ไลน์ก็แค่ทางผ่าน แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป แคมโบเดียนแอร์ไลน์จะแซงเอา ...... เวียดนามแอร์ไลน์ประกาศแล้วนะครับว่าเขาจะพัฒนาสายการบินเพื่อล้มสายการบิน Big 3 ในเอเชียคือสิงคโปร์แอร์ไลน์ คาร์เธ่ย์ แปซิฟิก และการบินไทยให้ได้ ..... คำพูดเดียวเสียวกันไปทั่วเอเชีย

    ผม อยากให้ถือโอกาสที่การบินไทยกำลังเน่าสนิทแบบนี้ปฏิรูปองค์กรครับ เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสทำแล้วเนื่องจากมันกำลังจะล้มละลายเอา ยิ่งมันอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอยู่ยิ่งน่าทำ เพราะมันจะถูกตรวจสอบอยู่ตลอด และให้มันอยู่ในตลาดหุ้นนี่แหละ นี่ขนาดอยู่ในตลาดหุ้นที่ต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลายังเละได้ขนาดนี้ ถ้าเอาออกจากตลาดไปยังไม่อยากจะคิดเลยครับว่าจะเป็นยังไง ...... ต้องปฏิรูปเพื่อทำให้สายการบินแห่งนี้กลับมาแข่งขันได้ กลับมายืนอย่างสง่างามให้ได้ กลับมาอยู่ในใจชาวโลกอีกครั้ง และ ที่สำคัญที่สุด ทำให้คนไทยอยากนั่งเครื่องบินการบินไทยเพราะความประทับใจในบริการและความ ภาคภูมิใจที่ได้เห็นสายการบินแห่งชาติคือการสายบินที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่นั่งเพราะแค่รู้สึกว่าแอร์พูดไทยได้

    ผมยังไม่อยากเห็นสายการบินแห่งชาติสายนี้ต้องล้มละลายไปต่อหน้าต่อตาครับ.

    คัดลอกจากท่าน

    Skyman
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=skyman&month=27-01-2009&group=9&gblog=13

    ขอบคุณก๊าบ

    1/15/2009

    การฝึกของเรือหลวงจักรีนฤเบศรและกองเรือยกพลขึ้นบกประจำปี 2552

    การฝึกของเรือหลวงจักรีนฤเบศรและกองเรือยกพลขึ้นบกประจำปี 2552

    ทุกปี หน่วยงานในกองทัพเรือไทยจะร่วมทำการฝึกประจำปีกันจำนวน 1 ครั้งในราวเดือน พ.ย. - ก.พ. ของทุกปีครับ โดยทุกปีจะมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีของเรือรบ ซึ่งปีนี้กองทัพเรือทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon ร่วมกับกองทัพเรือสิงคโปร์ ซึ่งถ้ากองทัพเรือเผยแพร่ภาพออกมาเมื่อไหร่แล้วจะทำมาให้ชมกันครับผม

    ส่วนวันนี้ ผมรวบรวมภาพจากเว็บต่าง ๆ ของหน่วยงานของกองทัพเรือซึ่งทำการฝึกในครั้งนี้มาฝากครับ ภาพจะทะยอยออกมาตามหน่วยต่าง ๆ ซึ่งถ้ามีภาพ update เพิ่มเติมยังไงก็จะนำมาให้ชมเรื่อย ๆ ครับ ^ ^




    จากเว็บไซต์เรือหลวงจักรีนฤเบศรครับผม ช่วงนี้เรือจักรีออกทะเลบ่อยนะครับ

    ภาพชุดแรกเป็นการฝึกการใช้อาวุธประจำเรือครับ เรือหลวงจักรีนฤเบศรมีอาวุธประจำเรือคือจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศพิสัยใกล้แบบ Sadral เพื่อต่อสู้อากาศยานและป้องกันตนเองจากอาวุธปล่อยนำวิถีที่เข้ามาโจมตีเรือ นอกจากนั้นยังมีปืนกลขนาด 20 มม. เพื่อใช้ในการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามระดับต่ำต่าง ๆ ครับ แม้ยุคนี้จะเป็นยุคที่เรือรบยิงกันด้วยอาวุธปล่อยพิสัยไกล แต่เหตุการณ์การโจมตีเรือรบ USS Cole ของกองทัพเรือสหรัฐในเยเมนก็ทำให้ทุกคนตระหนักว่าเรือยังขาดปืนกลไม่ได้ไปอีกนาน เพราะอาวุธที่ทันสมัยหลากชนิดบินเรือ USS Cole นั้นไม่สามารถป้องกันเรือจากเรือขนาดเล็กที่เข้ามาโจมตีแบบพลีชีพของผู้ก่อการร้ายได้เลยครับ

    เกาะเล็ก ๆ ที่เห็นในภาพแรกด้านซ้ายเราเรียกว่าหินฉลามครับ มีหน้าที่เป็นเป้าซ้อมยิงให้กับบรรดาเครื่องบินและเรือของกองทัพเรือทั้งหลาย ถ้าท่านใดเคยไปดำน้ำแถว ๆ นั้นจะพบลูกระเบิดหลายแบบตกอยู่เหมือนกันครับผม



    ภาพล่างเป็นการเติมน้ำมันกลางทะเลครับ เราอาจจะเคยเห็นภาพการเติมน้ำมันกลางอากาศของเครื่องบินรบมาแล้ว ภาพนี้คือการเติมน้ำมันขณะเรืออยู่กลางทะเลของเรือรบครับ โดยกองทัพเรือไทยมีเรือสนับสนุนการรบขนาดใหญ่อยู่ 1 ลำนั่นคือเรือหลวงสิมิลัน ที่ว่าใหญ่นี่คือใหญ่จริง ๆ นะครับเพราะมันมีขนาดใหญ่กว่าเรือจักรีนฤเบศรเกือบสองเท่า! มันทำหน้าที่ขนน้ำมัน เสบียง และสัมภาระต่าง ๆ เพื่อให้การสนับสนุนการปฏิบัติการของกองเรือในมหาสมุทรครับ

    ท่อ ๆ สีดำ ๆ นั่นก็คือสายส่งน้ำมันของเรือสิมิลันนั่นเองครับ โดยเราจะต่อสลิงขึงระหว่างเรือทั้งสองลำเพื่อยึดท่ออันนี้เอาไว้ และลากท่อเติมน้ำมันมาเติมให้กับเรือเป้าหมายซึ่งก็คือเรือจักรีนั่นเองครับ

    นอกจากนั้นยังมีการฝึกขนส่งสัมภาระระหว่างเรือโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ครับ เรือจักรีมีเฮลิคอปเตอร์ประจำการอยู่ 1 แบบนั่นคือเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบ SH-60B Sea Hawk ครับ การขนส่งสัมภาระระหว่างเรือโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ก็ใช้หลักการง่าย ๆ นั่นคือหิ้วมันไปนั่นเองครับ โดยเรือหลวงสิมิลันนั้นมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์อยู่บริเวณท้ายลำเรือเพื่อรองรับเฮลิคอปเตอร์ที่จะมารับสัมภาระได้ครับ



    จากเว็บไซต์กองเรือยกพลขึ้นบกครับผม

    เป็นการฝึกการปฏิบัติการยกพลขึ้นบก การขนถ่ายสิ่งของระหว่างเรือกับเรือและขึ้นฝั่ง รวมถึงการปฏิบัติงานกับอากาศยานด้วยครับ

    ภาพนี้เรือหลวงสุรินทร์ (722) กำลังรับการขนถ่ายสัมภาระและยานยนต์จากเรือหลวงมันกลาง (782) ครับ



    ภาพนี้เรือหลวงมันกลางขนถ่ายยานยนต์ขึ้นฝั่งครับ แหมต้องมีการปูพรมกันก่อนนะ ^ ^

    ที่ปูนี่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือรอต้อนรับใครนะครับ แต่เพื่อที่ว่ารถต่าง ๆ จะได้ไม่โดนทรายและความชื้นของน้ำทะเลในทรายนั่นเองครับ เดี๋ยวมันจะวิ่งไม่ออก



    รถ V-150 บนเรือหลวงทองหลางครับ




    ภาพนี้เป็นการฝึกยกพลขึ้นบกโดยใช้ยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AAV ครับ นี่คือกำลังพลที่เตรียมการฝึกครับ สังเกตุว่านาวิกโยธินสมัยนี่ถือปืน M16A2 กันแล้ว ช่วงหลัง ๆ มานี่หลังเกิดเหตุการณ์ที่ภาคใต้ นาวิกโยธินได้รับการดูแลที่ดีขึ้นมากครับ นับว่าเป็นข่าวดีของหน่วยงานที่พวกเราชอบแซวกันว่าลูกเมียน้อยมาตลอด ^ ^"



    รถ AAV มันวิ่งออกจากเรือ ลงทะเล และขึ้นไปบนบกได้ด้วยตัวของมันเองเลยครับ



    ขึ้นหาดได้แบบนี้เลยครับ



    แล้วก็กลับขึ้นเรือได้แบบนี้เลยเช่นกัน



    ภาพนี้เป็นการรับส่งเฮลิคอปเตอร์ครับ ไม่แน่ใจว่าเรืออะไรเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรือหลวงสุรินทร์ครับ



    แล้วถ้ามีภาพหรือข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาพการฝึกยิงอวป. Harpoon ผมจะทำมาให้ชมอีกนะครับ นอกนั้น ท่านสามารถดูภาพอื่น ๆ ข้างล่างได้เลยครับ

    "เรือหลวงจักรีนฤเบศร"

    http://www.navy.mi.th/cvh911/

    "กองเรือยกพล"

    http://www.navy.mi.th/amphibious/
     
    คัดลอกจากท่าน

    Analayo
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=skyman&month=14-01-2009&group=2&gblog=121

    ขอบคุณก๊าบ

    12/3/2008

    GTA ก็มีข้อดีเหมือนกัน ! เด็กหญิง 11 ขวบ ช่วยครอบครัวรอดพ้นจากเหตุการณ์รถคว่ำ เพราะจำมาจาก GTA

    GTA ก็มีข้อดีเหมือนกัน ! เด็กหญิง 11 ขวบ ช่วยครอบครัวรอดพ้นจากเหตุการณ์รถคว่ำ เพราะจำมาจาก GTA

    เอ้าๆ! หลังจากที่ประเทศเรามีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ด้วยการที่เด็ก 19 ขวบ ไปจี้แท็กซี่แล้วฆ่าทิ้ง แล้วก็อ้างว่า “ผมเลียนแบบเกมส์ GTA ครับ” อ้าว........ ก็ซวยวีดีโอเกมส์กสิงานนี้ เท่านั้นล่ะ ใครที่ไม่เคยแม้จะหันมาสนใจใยดีวงการชาวเกมเมอร์ก็เบนทิศหันมาเชียว แถมบางคนที่ไม่รู้เรื่องก็พากันประโคมข่าวพากันมองว่าวีดีโอเกมส์เป็นสิ่งที่เลวร้ายสุดๆไปซะงั้น ที่สำคัญ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุให้ Grand Theft Auto หรือ GTA ที่พูดกันติดปากอยู่นี่ (แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทราบชื่อเต็มกันซักกี่คนเชียว) โดนแบนทันทีภายในประเทศไทย ใครอธิบายก็ไร้ผล บอร์ดต่างประเทศพูดก็ไม่อ่าน กทั้งยังพ่วงก 9 เกมส์ ติดร่างแหเป็นเกมส์อันตรายไปด้วย..... ในเมื่อไม่เชื่อกันว่า GTA หรือวีดีโอเกมส์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจด้วยคำอธิบายลอยๆ วันนี้ผมจะเอาตัวอย่าง “จริง” เหตุการณ์ “จริง” มาบอกเล่ากันครับ ว่า GTA ไม่ได้เลวอย่างที่ผู้ใหญ่หลายคน “คิด”

    Karen Norris จากเมือง Streator แม่ของเด็กหญิงสาววัย 11 ขวบ Audrey Plique ได้เล่าถึงเหตุการณ์อันน่ายินดีในวีรกรรมของลูกสาวเธอ ว่าเธอได้พยายามช่วยเหลือครอบครัวของเธอเองจากเหตุการณ์รถพลิกคว่ำ ด้วยการเรียนรู้จากวีดีโอเกมส์ชื่อดังของโลก “Grand Theft Auto” ถึงความเป็นไปได้ในอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ “เธอก็แค่รู้มาจากการเล่นเกมส์ Grand Theft Auto เธอเห็นว่าเวลาที่รถในเกมส์พลิกคว่ำ มันจะระเบิด เธอรู้ว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นกับเราได้” Norris กล่าว

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณเวลา 9 p.m. วันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ครอบครัวน้อยๆ 5 คน ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมญาติใน Diamond ขณะที่สามีของ Norris นาย Robert Norris Jr. ขับรถอยู่บนถนนสาย 113 ห่างจาก Coal City ไปทางทิศตะวันออกประมาณครึ่งไมล์ เขาก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน จึงทำให้รถที่พวกเขานั่ง 2000 Jeep Grand Cherokee เกิดเสียหลักไถลออกข้างทางระหว่างวิ่งด้วยความเร็ว 55 – 60 ไมล์/ชั่วโมง รถพุ่งเข้าชนกับรั้วบ้างทางแล้วพลิกไปมา 4 ตลบ ทำให้รถหงายท้องและกระจกหลังแตกอยู่ในร่องดินข้างทาง
    “มันเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมากเลยค่ะ” Audrey กล่าว โดยเธอเพียงแค่ 11 ขวบ เรียนอยู่เกรด 5 ณ โรงเรียน Oakland Park School เท่านั้น

    แว่นตาของพ่อแม่เธอแตกทั้งคู่และงงๆทำอะไรไม่ถูกอยู่ในความมืด พร้อมกับลูกๆก 3 คน Audrey ลูกสาว 11 ขวบ April Smith น้องสาวเธอ 9 ขวบ และน้องชายเธอ Robbie Norris 7 ขวบ ยังโชคดีที่ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย แต่น้องเธอทั้งสองคนก็ตกอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว “หนูกลัวมากค่ะ หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไง หนูรู้แต่ว่าต้องช่วยครอบครัวหนู” เมื่อจึงตัดสินใจมองไปรอบๆเห็นว่ากระจกหลังรถแตกจึงพยายามเอาตัวรอดปีนออกมาจากทางนั้น หลังจากนั้นเธอจึงเรียกแม่ของเธอให้ยื่นมือมาเพื่อที่จะดึงตัวแม่ออกมาจากรถ จนสุดท้ายเธอก็ช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวของเธอครบทุกคน เธอยังช่วยพยุงแขนพ่อที่โชกไปด้วยเลือดมาที่ถนนเพื่อโบกรถที่ผ่านไปผ่านมาให้โทร 911 กด้วย

    “เธอแสดงให้เราเห็นถึงความกล้าหาญและวีรกรรมที่คุณไม่คิดว่าเด็กอายุเพียงแค่ 11 ขวบ จะทำได้” แม่ของเธอเล่าอย่างภาคภูมิใจ “เธอรู้จักตั้งสติ ถึงเสียงเธอจะออกสั่นเครือ ตกใจ แต่เธอก็ยังรู้ว่าจะต้องช่วยพ่อแม่และน้องๆของเธอให้ได้” ทั้งนี้ พ่อของเธอ Robert Norris Jr. เป็นคนที่บาดเจ็บหนักที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีทั้งแผลลึกแผลถลอกปอกเปิกเยอะแยะจากการกระแทกเข้ากับพวกมาลัยหลายต่อหลายครั้ง โดยที่ถุงลมนิรภัยของรถก็กลับไม่ทำงานเลย ส่วนคนอื่นๆโดนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ทุกคนก็ได้รับการรักษาที่ Morris Hospital และหายดี ปลอดภัยกลับบ้าน

    “แม่หนูบอกว่าเพราะหนูแท้ๆ เด็กๆของแม่ถึงรอดมาได้ พอหนูได้ยินแม่พูดแบบนั้นแล้วหนูก็รู้สึกปลื้มมากเลยล่ะค่ะ”

    เด็กหญิง 11 ขวบ ที่เล่น GTA ก็ยังไม่เห็นจะทำความเลวอะไรเลย แถมยังรู้จักคิด มีสติ รู้จักเรียนรู้จากเกมส์มาประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ภายในชีวิตประจำวันกต่างหาก ผมขอบอกในฐานะตัวแทนของคนเล่นเกมส์ (และรู้จักวีดีโอเกมส์ดี) หลายๆคนเลยนะครับ ว่าเกมส์น่ะ มันไม่เกี่ยวหรอก ว่าจะต้องไปเป็นต้นเหตุให้ใครทำเลว ให้ใครไปปล้น ไปฆ่า หรือแม้กระทั่งเป็นต้นเหตุให้ใครไปทำความดี ช่วยเหลือผู้คน รู้จักปราบอาชญากร แต่มันอยู่ที่ตัวคนเล่นครับ ว่ากระมีสติปัญญา วิจารณญาณ และความละอายใจ ในตัวเองเพียงใด ที่จะรู้จักแยกแยะความเลวความดี อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ


    http://www.online-station.net/news/40/19674.html
    10/24/2008

    50 สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังอยู่เขมรมาครึ่งปี by บองเต่า (BongTao)

    50 สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังอยู่เขมรมาครึ่งปี by บองเต่า (BongTao)

    1. อย่ากินน้ำแข็งเด็ดขาด ถ้าไม่ได้อยู่ในพนมเปญหรือเสียมเรียบ
    2. ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดขอบกระป๋องน้ำอัดลมทุกครั้งก่อนดื่ม
    3. คนเขมรมักจอดรถเข้าซองแบบเอาหัวเข้ามากกว่าถอยเอาตูดเข้า
    4. อยู่มาครึ่งปี ...เจอตุ๊ดเขมรไม่ถึง 10 คน
    5. อาบอบนวดที่นี่ หมอนวดหน้าตาอุบาทว์มาก รับไม่ได้...
    6. อย่ากระแดะไปวิ่งเล่นในทุ่งนาตามต่างจังหวัดเด็ดขาด ระเบิดยังเหลืออีกเพียบ
    7. งานศพเขมร เวลาพระสวดต้องเปิดลำโพงให้ชาวบ้านฟังไปสามบ้านแปดบ้าน
    8. มีคนเขมรจำนวนมากที่ไม่เคยไปเที่ยวนครวัด และไม่คิดจะไป
    9. ผู้หญิงเขมรบางคนเชี่ยวชาญการนั่งมอเตอร์ไซค์ ถึงขนาดนั่งไขว่ห้างได้
    10. คนเขมรกินเนื้อมากกว่ากินหมู
    11. ที่นี่มีโต๊ะรับพนันบอลอย่างถูกกฏหมาย ชื่อ Cambo Six
    ลูกค้าหลักคือชนชั้นกรรมกร
    12. ไวน์
    penfold ตระกูล BIN ที่นี่ถูกกว่าที่เมืองไทยครึ่งนึง (BIN 389 ขวดละ 30 US$
    เท่านั้น)
    13. รถตู้หนึ่งคัน สามารถอัดคนเข้าไปได้มากกว่า 20 คน (รวมบนหลังคา)
    14. ก็ไม่แปลก ถ้ามอเตอร์ไซค์ 1 คันจะมีคนนั่งซ้อนกัน 5 คนได้
    15. ดังนั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติ ที่มอเตอร์ไซค์ 1 คันจะขนหมูตัวเป็นๆ ได้ 1 ตัว
    16. เบียร์
    Tsing Tao
    (ชิงเต่า) จากเมืองจีนมีขายที่เขมรและทำตลาดอย่างจริงจัง
    17. ข้าวโพดต้มที่นี่ หวานอร่อยชิบหาย ให้ตายเถอะ...สงสัยมันจะใส่ผงชูรสลงไปต้มด้วย
    18. ทุเรียนจากจังหวัดกัมปอต จะมีสีสเปรย์สีแดงฉีดคาดลูก ...แต่ถ้าทุเรียนจากที่อื่นจะไม่มี
    19. แบงก์ 50 เรียล (50 สตางค์) เป็นของหายาก ใครได้มาควรเก็บไว้ให้ดี
    20. ชาเขียวโออิชิ รสชาติที่ขายดีที่สุดในเขมรคือ รสน้ำผึ้งมะนาว (ฝาเหลือง)
    21. ชนชั้นแรงงานเขมร พักเที่ยง 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11.00-13.00 น.
    22. ในขณะที่คนเขียนเอนทรี่นี้ ทำงานตั้งแต่ 8.00-21.00 น. พักเที่ยงชั่วโมงเดียว
    23. ตลาดทุกแห่งในเขมรปิดก่อน 17.00 น.
    24. ดังนั้น ที่นี่ก็เลยไม่มี
    night bazaar
    ให้เราได้เดินเล่นกันยามค่ำคืน
    25. ไฟจราจรเกือบทุกแยกจะเปิดเป็นไฟเหลืองกะพริบหลัง 4-5 ทุ่มเป็นต้นไป
    26. ที่นี่มีบริการ
    กะหรี่โมบาย
    คือกะหรี่ที่มีเอเย่นต์ขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวณหาลูกค้าไปเรื่อยๆ
    27. ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก --- อย่าพูดถึงถ้าไม่จำเป็น
    28. อักษรเขมรมีทั้งหมด 33 ตัว และสามารถเติมหัว (หรืออะไรสักอย่าง)ได้ กลายเป็น 66 ตัว
    29. เมื่อบวกกับสระอีกเกือบสี่สิบตัวแล้ว ทำให้คีย์บอร์ด 1 ปุ่มจึงต้องจุอักษรไว้ถึง 3 ตัว
    30. วัยรุ่นเขมรก็กรี๊ดพี่เรน ทงบังชินกิ ซุปเปอร์จูเนียร์ ไม่ต่างจากวัยรุ่นบ้านเรา
    31. นครวัดอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบ ส่วนเมืองหลวงของเขมรคือกรุงพนมเปญ
    32. นายกฯของกัมพูชาคือ ฮุนเซน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ ซัดดัม ฮุดเซน
    33. คนเขมรเชื่อว่าสินค้า
    made in Thailand
    มีคุณภาพเยี่ยมดีเยี่ยมขั้นเทพ แต่สินค้าเวียดนามนั้นไม่...
    34. คนเขมรชอบการพนันมากๆ โดยเฉพาะพนันบอล แต่คนเขมรไม่ชอบเตะบอล
    35. วัยรุ่นเขมรก็ไม่เห็นจะนิยมเล่นวินนิ่งแต่อย่างใด
    36. ตึกที่สูงที่สุดในพนมเปญตอนนี้คือ โรงแรม
    Intercontinental
    (ประมาณ 16 ชั้นถ้าจำไม่ผิด)
    37. แต่อาคารที่เป็นโปรเจกต์ล่าสุดซึ่งครองสถิติสูงสุดอันดับ 1 ในขณะนี้คือ 52 ชั้น
    38. ภาษาเขมรไม่มีวรรณยุกต์ ดังนั้น ถึงเราจะพูดเสียงเพี้ยนไปบ้าง เขาก็ยังพอเข้าใจ
    39. มหาวิทยาลัยบางแห่งในพนมเปญ มีขนาดเท่ากับอาคารพาณิชย์ 2 คูหา
    40.
    local domain ของ google เขมรคือ
    http://www.google.com.kh
    41. ค่าทำพาสปอร์ตเขมร ราคาเล่มละ 190 US$ (6,460 บาท)
    42. น้ำจะท่วมพนมเปญทันทีที่ฝนตกติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง
    43. ถนนหลายเส้นในพนมเปญถูกถมให้สูงกว่าบ้านเรือนประมาณ 1-2 เมตร
    44. คนเขมรมักทำธุรกิจเดียวกันติดกันเป็นดง เช่น ดงขายมือถือ ดงขายมอเตอร์ไซค์ ดงวัสดุก่อสร้าง
    45. แม่ค้าในตลาดที่พูดภาษาไทยได้ มักจะฟันเราหัวแบะเสมอ
    46. เป็นเรื่องปกติมาก ที่บางวันพนมเปญจะไฟดับครึ่งเมืองนาน 2 ชั่วโมง
    47. ค่าใช้ทางด่วนไปสนามบินพนมเปญ ราคา 11 บาท (ผมเชื่อว่ามันคือ 10 บาท +
    VAT 10%)

    48. เพียงแค่ท่านขับรถเข้าไปในสนามบินพนมเปญ ก็ต้องเสียค่าเข้า 25 บาทแล้ว
    49. ร้านอาหารไทยที่นี่ มักจะเหมาค่าข้าวสวยเป็นรายหัว หรือบางร้านก็ฟรี
    50. เมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ...
     
    7/21/2008

    อ่านแล้วคิดตามนะ

     
    พ่อทำงาน อาบ แดดถูกแผดเผา

    ลูกดื่ม เหล้าฟังเพลงคลื้นเครงเหลือ

    แม่ขายผัก กินข้าวเคล้ากับเกลือ!

    ลูกเอื้อ เฟื้อพาสาวเที่ยวเลี้ยวโฮเตล


    พ่อหาเงิน ส่งลูกเรียนเพียรอุตส่าห์

    ลูกติดยาคบ เพื่อนชั่วมั่วให้เห็น


    แม่กระหาย ดื่มน้ำคลองตอนกลองเพล

    ลูกทะเล้น จิบวายแดงแพงจับใจ


    พ่ออดอยาก ไม่เคยบ่นทนลำบาก

    ลูกมักมาก เพศสัมพันธ์มันส์ชิบ หาย


    แม่ทอผ้า ปลูกหม่อนห ารายได้

    ลูกหญิงชาย เที่ยวสนุกโรคติดตัว

    พ่อสูบน้ำ เข้าแปลงนาปลูกข้าวกล้า

    ลูกมัวเมา การพนันหมั่นหาผัว

    แม่หาบน้ำ เลี้ยงเป็ดไก่ทำสวนครัว

    ลูกใจชั่ว ใช้เงินเพลินเดินหลงทาง


    พ่อขายวัว ส่งควายเรียนเวียนศรีษะ

    ลูกตะกะกิน ฟาสฟู๊ตพูดกว้างขวาง


    แม่ปวด เมื่อยสู้งานหนักไม่ละวาง

    ลูกสำอาง ใช้ ของแพงแข่งสังคม


    พ่อผอมแห้ง เรื่ยวแรงน้อยด้อยอาหาร

    ลูกประพฤติ อันตพาลล่าเสพสม


    แม่เป็นดอก ทบต้นหมดอารมณ์

    ลูกเขี้ยว คม ฆ่าพ่อแม ่ก่อนแก่ตาย
                                                                                  จากเมล์อ่านะ
    7/6/2008

    หนอนผีเสื้อ : หนู มิเตอร์

     

    เพลง หนอนผีเสื้อ ศิลปิน หนู มิเตอร์

    เป็นแค่หนอนไร้ค่า..
    ที่หลงลืมตาเกิดมาท่ามกลางดอกไม้
    ร่างกายผอมบาง
    ดมกลิ่นหอมเย้ายวน
    หลากสีชีชวนให้หลง รักไม่ลาร้าง
    หลงรักเจ้าช่อดอกไม่ทั้งใจ

    *ต่อให้หิวก็ฝืนก็ทน
    จะยอมไม่กลืนไม่กินดอกใบ
    ให้เจ้าดอกไม้ระคาย

    **แค่ใช้น้ำค้ างเพื่อพอประทัง
    ตายังมองชื่นชมแค่เพียงดอกไม้
    ไม่เคยคิดมองตัวเอง
    จนชีวิตเจ้าหนอนก็ตายลงไป

    ยอมทำไปแม่ไม่มีใครจะมองเห็น
    หล่นร่วงลงไปทอดกายเป็นปุ๋ยดิน (แต่ดอกไม้ยังคงงดงามเพราะปุ๋ยดิน)
    โอ้เจ้าหนอนผีเสื้อ
    ไม่เหลือเวลาตามฝัน
    ไม่ทันได้เติบโต ไม่ทันโผบิน
    แล้วความรักของมัน
    ทิ้งเรื่องราวอะไรให้ใครได้ยิน
    รักที่สร้างสรรค์ไม่ทำร้ายใคร
    ซ้ำ (*,**,**)

    เนื้อเพลงจากเว็บ http://mv-clip-video.blogspot.com/

    วีดีโอจากเว็บ     http://www.youtube.com/

    7/2/2008

    Biography Udom

    Biography

    อุดม แต้พานิช (โน้ต) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2511
    เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายสมจิต และนางทองสุข แต้พานิช
    ไม่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง
    ——————————————————————–

    ผลงานนิทรรศการ
    —————————–
    2542 ‘ยาระบาย‘ อะเบาท์ คาเฟ่, กรุงเทพฯ
    2543 ‘Udom on Canvas‘ รูม เซอร์วิส, กรุงเทพฯ
    2544 ‘Voodoo Gudo‘ โต๊ะคิม, กรุงเทพฯ
    2545 ‘The Painting I like‘ กองดี แกลอรี่, เชียงใหม่
    2546 ‘Art Against War‘ อุโมงค์, ศิลปะธรรม เชียงใหม่
    2547 ‘Free-dom‘ เอกาแกลอรี่, เชียงใหม่
    2548 ‘Yokohama Triennale 2005‘ ท่าเรือยามาซิตะ, โยโกฮาม่า, ญี่ปุ่น
    2549 ‘Domcumentary‘ เจ แกลอรี่, เจ อเวนิว, กรุงเทพฯ :: link 1 l 2
    2550 ‘Project Zero‘ จัดที่ ลานหน้า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 14 มิถุนายน 2550
    2550 ‘Myspace‘ FAT FESTIVEL#7 จัดที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 เมืองทองธานี วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550


    ผลงานการแสดงเดี่ยว
    —————————–

    ครั้งที่ 1 เดี่ยวไมโครโฟน
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2538
    จำนวน 3 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 2 อุดมโชว์ห่วย
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2539
    จำนวน 14 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 3 อุดมการช่าง
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2540
    จำนวน 22 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 4 เดี่ยว 4
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2542
    จำนวน 28 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 5 ฉายเดี่ยว
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2545
    จำนวน 30 รอบแสดง
    vcd vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 5 unseen ฉายเดี่ยว
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2545
    จำนวน 30 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 6 ตูดหมึก
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2546
    จำนวน 43 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-
    ครั้งที่ 6 unseen ตูดหมึก
    ปีที่จัดการแสดง พ.ศ. 2546
    จำนวน 43 รอบแสดง
    vcd
    ———————————————————————————-



    ผลงานเพลง
    —————————–
    อัลบั้ม รวมเพลงประกอบโน่นประกอบนี่ ของอุดม
    ปี 2540 ประกอบการแสดงเดี่ยว 3 อุดมการช่าง
    โปรดิวเซอร์ : อุดม แต้พานิช และเจษฏา สุขทรามร
    vcd
    ———————————————————————————-


    ผลงานเขียน
    —————————–

    โทษฐานที่รู้จักกัน
    หนังสือเล่มแรก นำเสนอเรื่องราวรอบตัวในชีวิตประจำวัน ในแง่มุมของอุดม
    ปีที่พิมพ์ กรกฏาคม 2537
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 33 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    เดี่ยวไมโครโฟน 1
    บันทึกการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 1
    ปีที่พิมพ์ ธันวาคม 2538
    จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์รูปจันทร์ จำนวนพิมพ์ 11 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    หนังสือโป๊
    บทความเปลือยความคิดของอุดม ในมุมที่คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง
    ปีที่พิมพ์ กุมภาพันธ์ 2539
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 28 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    เดี่ยวไมโครโฟนโชว์ห่วย
    บันทึกการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 2
    ปีที่พิมพ์ ธันวาคม 2539
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 12 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    โน๊ตบุ๊ค
    บันทึกประจำวันของอุดม
    ปีที่พิมพ์ กุมภาพันธ์ 2540
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 7 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    รวมมิตรแต้พานิช
    รวมเรื่องสั้นของอุดมจากนิตยสารแพรว
    ปีที่พิมพ์ ธันวาคม 2540
    จัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ จำนวนพิมพ์ 19 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    ก้นกล่อง
    บันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ กล่อง
    ปีที่พิมพ์ ตุลาคม 2541
    จัดพิมพ์โดย แพรว เอนเตอร์เทน จำนวนพิมพ์ 5 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    เดี่ยว 4
    บันทึกการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 4
    ปีที่พิมพ์ กรกฏาคม 2542
    จัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์ จำนวนพิมพ์ 12 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    GU 1 (Garbage of Udom)
    บันทึกประจำวันของอุดม
    ปีที่พิมพ์ มีนาคม 2544
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 5 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    GU 2 (Garbage of Udom)
    บันทึกประจำวันของอุดม
    ปีที่พิมพ์ มีนาคม 2544
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 5 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    GU 3 (Garbage of Udom)
    บันทึกประจำวันของอุดม
    ปีที่พิมพ์ มีนาคม 2544
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 5 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    GU 123 (Garbage of Udom)
    บันทึกประจำวันของอุดม จาก GU1, 2 และ 3
    ปีที่พิมพ์ มีนาคม 2544
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 10 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    ฉายเดี่ยว
    บันทึกการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 5
    ปีที่พิมพ์ เมษายน 2545
    จัดพิมพ์โดย บ.พอดีพานิช จำนวนพิมพ์ 3 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    หนังสือโป๊ (ฉบับญี่ปุ่น)
    หนังสือโป๊ฉบับแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น
    ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2545
    จัดพิมพ์โดย บ.พอดีพานิช จำนวนพิมพ์ 1 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    I don’t know
    หนังสือรวบรวมภาพวาดลายเส้นของอุดม
    ปีที่พิมพ์ มีนาคม 2546
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 1 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    a dom
    นิตยสารแนวล้อเลียนเล่มแรก
    ปีที่พิมพ์ มิถุนายน 2546
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 3 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    ตูดหมึก
    บันทึกการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 6
    ปีที่พิมพ์ มกราคม 2547
    จัดพิมพ์โดย บ.พอดีพานิช จำนวนพิมพ์ 3 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    GU 123 (ฉบับญี่ปุ่น)
    หนังสือ GU123 ฉบับแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น
    ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2548
    จัดพิมพ์โดย บ.พอดีพานิช จำนวนพิมพ์ 1 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    a dom 2
    นิตยสารแนวล้อเลียนเล่มที่สอง
    ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2548
    จัดพิมพ์โดย a day จำนวนพิมพ์ 4 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
    DOMCUMENTARY
    หนังสือรวบรวมผลงาน และแนวความคิดในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของอุดม
    ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2549
    จัดพิมพ์โดย บ.พอดีพานิช จำนวนพิมพ์ 1 ครั้ง
    book
    ———————————————————————————-
     
     
    ช๊อบ ฉอบ

    3/23/2008

    มีพ่อจนๆนี่มันน่าอายมากเลยหรือ?

    ไปเห็นในเว็บบอร์ของโรงเรียนมา เศร้ามากเลยลองอ่านกันดูครับ

    ขอบคุณ ท่าน rong_nan มากนะครับที่นำมาให้ดูกัน

    ________________________________________

    มีพ่อจนๆนี่มันน่าอายมากเลยหรือ?
    วันนี้เลิกงานเร็วเลยพาพี่นุ่มไปซื้อของใช้ที่ห้างแห่งหนึ่ง รอต่อแถวจ่ายตังค์นานเลย เจ้านุ่มก็เริ่มงอแงๆ ง่วงนอน สังเกตุว่าคิวด้านหน้าเรามากันเป็นครอบครัว มีพ่อแม่ลูกสาววัยประมาณเจ้านุ่ม แล้วก็ผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ที่หนูน้อยเรียกว่า'ปู่' คุยกันยิ้มแย้มแจ่มใสดี ซื้อของใช้ล้นตระกร้าเชียวค่ะ

    พอแคชเชียร์คิดเงินของครอบครัวนี้จนเสร็จได้ยินคร่าวๆว่า 'ทั้งหมดพัน(กว่าๆ)บาทค่ะ....' ผู้เป็น'ปู่' เป็นคนเปิดกระเป๋าสตางค์ใบเก่าๆ จะจ่ายเงิน พร้อมทำท่าอ้ำอึ้ง มีลูกชายลูกสะใภ้จ้องตาเขม็ง หุบยิ้มทันที

    ' ว่าไงพ่อ จ่ายเค้าไปสิ' ลูกชายบอก คุณปู่ยังทำท่าอ้ำอึ้ง

    'ไหน ดูหน่อย มีตังค์เท่าไหร่' คุณปู่ยื่นกระเป๋าตังค์ให้ดูข้างใน

    ' อ้าว ไหนว่ามีตังค์เยอะไง แล้วแบบนี้จะชวนมาซื้อของทำไม ไม่มีตังค์จ่ายก็ไม่บอก อายเค้าจริงๆ ' ลูกชายลูกสะใภ้พากันมองคุณปู่ด้วยสายตาที่เหมือนดูถูก...รำคาญ

    ในที่สุดเค้าก็พากันทำสิ่งที่เราไม่อยากจะเชื่อสายตา คืออุ้มลูกเดินหนีไปเลย พร้อมกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่สนใจลูกสาวที่ร้องว่า 'ปู่ๆๆๆ ปู่มาด้วย'

    คุณปู่ยืนคอตก หน้าเศร้าอยู่หน้าแคชเชียร์ พอเด็กถามว่าจะเอายังไง คุณปู่เปิดกระเป๋าตังค์ให้เด็กดู แล้วบอกว่าให้คิดเงินตามนี้ ได้ของเท่าไหร! ่เท่านั้น (เด็กนับแล้วมีแปดร้อยบาทค่ะ)

    ระหว่างรอแคชเชียร์คิดเงินใหม่ ได้ยินคุณปู่เล่าว่า แกบ้านอยู่ต่างอำเภอห่างไปเป็นร้อยกิโล ลูกหลานไม่ไปหานานแล้ว แกจึงตัดสินใจรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีนั่งรถเข้ามาเยี่ยมลูกหลานในเมือง แล้วชวนออกมาซื้อของ ลูกแกก็ไม่ถามสักคำว่าเงินมีเท่าไหร่ หยิบของเอาๆ แกก็ไม่เคยรู้ราคาของ เพราะอยู่บ้านนอกก็ซื้อร้านของชำทีห้าบาทสิบบาท ใครจะจะรู้ว่าของในห้างใหญ่เค้าซื้อกันทีละเป็นพัน

    เราจ่ายเสร็จเห็นคุณปู่ยังเดินเคว้งอยู่แถวๆนั้น ก็เลยถามแกว่าจะกลับยังไง แกบอกว่าพอขึ้นรถกลับเป็น ( อ้าว แล้วตังค์ล่ะ เมื่อกี้เห็นจ่ายไปหมดแล้วนี่นา ) แต่ก็ยังลังเลอยู่ กลัวลูกกลับมาตามหาแล้วไม่เจอ มือถือก็ไม่รู้เบอร์

    เลยตัดสินใจพาคุณปู่ไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ประกาศหาลูกค่ะ จากนั้นเราบอกให้รอสักพัก ถ้าลูกไม่มาจริงๆ ให้ไปขึ้นรถที่คิวรถ( ฝากเด็กที่ปชส.ค่ะ ว่าให้ย้ำคุณปู่อีกที) พร้อมกับให้เงินแกเป็นค่ารถไว้ค่ะ จริงๆอยากรอดูสักพัก แต่เจ้านุ่มไม่ไหวแล้วค่ะ งอแงเหลือเกิน

    คุณปู่น้ำตาคลอบอกเราว่า 'มันคงไม่ทิ้งปู่จริงๆหรอกนะ นี่ก็ได้ของไปเยอะเหมือนกันถึงจะซื้อได้ไม่หมดก็เถอะ นี่มันไม่เคยกลับไปหาปูเลย ก็เพราะปู่มันจน ไม่มีสมบัติอะไรให้' เราปลอบใจแกไปบอกว่าเดี๋ยวเค้าคงกลับมาน่ะ คงเดินไปดูอย่างอื่นก่อน

    เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยค่ะ หันหลังกลับไปมองเห็นคุณปู่ยังยืนคอตกที่เดิม ในใจคิดวนเวียนตลอดเวลา

    .... นี่เค้าทำแบบนี้กับพ่อตัวเองได้ยังไงนะ ...

    ... พ่อไม่มีตังค์พอเนี่ย มันผิดด้วยหรือ? เค้าไม่รู้หรือไงว่า เงินเท่านี้อาจจะเป็นเงินที่คุณปู่เก็บมาทั้งชีวิตก็ได้ (คนชนบทจะไปหาเงินจากไหนล่ะ?) ...

    ...แล้วเค้าจะสอนลูกให้กตัญญูต่อพ่อแม่ได้อย่างไร ก็ทำพฤติกรรมแบบนี้กับพ่อตัวเองให้ลูกเห็น....

    จริงอยู่ พื้นฐานครอบครัวนี้อาจจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่เป็นเรา เราคงไม่มีวันทอดทิ้งพ่อให้ได้รับความเจ็บปวดอับอายจากการที่ไม่มีเงินซื้อของให้ลูกหลานได้พอแบบนี้หรอกเป็นเรา เราคงบอกพ่อว่า ' ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ กลับบ้านเราเถอะ

    3/13/2008

    เครื่องบินรบลำใหม่ที่จะมาแทน F-5 ครับ

        

    บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
    ประเทศไทยและสวีเดนได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนแล้ว

    ในพิธีลงนามที่จัดขึ้นที่กรุง Stockholm ผู้อำนวยการ Gunnar Holmgren ศูนย์อำนวยการยุทโธปกรณ์ทางทหารแห่งสวีเดน (FMV) และพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ลงนามข้อตกลงในการส่งมอบ เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์
    กริเพนรุ่นล่าสุดจำนวน 6 ลำและระบบเรด้าร์อิรี่อาย

    2/11/2008 | ในข้อตกลงนี้ กองทัพอากาศไทยจะสามารถปลดประจำการเครื่องบิน F-5
    ได้ในต้นปี 2011 กองทัพอากาศไทยจะได้รับ
    เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์กริเพนรุ่น C และ D ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด จำนวน 6 ลำ
    (เครื่องบินรุ่น JAS 39 Gripen D แบบที่นั่งคู่ จำนวน 4 ลำ
    และ เครื่องบินรุ่น Jas 39 Gripen C แบบ 1 ที่นั่ง จำนวน 2 ลำ)
    เครื่องบินแจ้งเตือน Saab 340 Erieye จำนวน 1 ลำ และเครื่องบิน Saab 340 สำหรับการฝึกและขนส่ง จำนวน 1 ลำ
    ระบบของกริพเพน พร้อมกับระบบเรด้าร์อิรี่อายจะถูกส่งมอบให้กองทัพอากาศไทย ตามนโยบายการป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอากาศไทย  

    go to topMsnGuesbook

    Power by Adirach

    2/2/2008

    เพลง หลบมาอยู่แค่ ๆ อู๋ พันทาง

     
    หลบมาอยู่แค่ ๆ อู๋ พันทาง
     
    ใจมันสั่นเมื่อเจอหน้าเธอ ทั้งที่จบกันไปตั้งนาน
    คืนวันเปลี่ยนก็ยังเหมือนเดิม ใจยังคงรักเธอ
    เสียงใจมันเผลอคิดถึงเธอ ยังอยากมีเธอ แค่แค่

    เห็นแววตาเธอมองจ้องมา คล้ายจะบอกว่าคิดถึงกัน
    ใจเธอสั่นกระซิบให้ฟัง บอกว่ายังต้องการ
    ไซ้ทำพันนั้น แกล้งชิงชัง ทรมานทั้งสองใจ

    หลบมาอยู่แค่ แค่ แลตาดังเคย เคย
    เลิกทำเมินเฉย แหลงตรงกับใจไม่ซ้อนเร้น
    หลบมาอยู่แค่ แค่ โยนทิ้งทำง้อ ไม่เป็น
    เหลียวใจกลับมา รวมสองใจให้ เป็นหนึ่ง

    เลิกทำเก็บอาการเสียที ทำตามสั่งที่ใจต้องการ
    ฉันรออยู่รอมาหลายวัน ตั้งแต่เจอหน้ากัน
    สายตาคู่นั้น ฉันยังจำ จำติดตาติดหัวใจ

    หลบมาอยู่แค่ แค่ แลตาดังเคย เคย
    เลิกทำเมินเฉย แหลงตรงกับใจไม่ซ้อนเร้น
    หลบมาอยู่แค่ แค่ โยนทิ้งทำง้อ ไม่เป็น
    เหลียวใจกลับมา รวมสองใจให้ เป็นหนึ่ง

    หลบมาอยู่แค่ แค่ แลตาดังเคย เคย
    เลิกทำเมินเฉย แหลงตรงกับใจไม่ซ้อนเร้น
    หลบมาอยู่แค่ แค่ โยนทิ้งทำง้อ ไม่เป็น
    เหลียวใจกลับมา รวมสองใจให้ เป็นหนึ่ง

    หลบมาอยู่แค่ แค่ แลตาดังเคย เคย
    เลิกทำเมินเฉย แหลงตรงกับใจไม่ซ้อนเร้น
    หลบมาอยู่แค่ แค่ โยนทิ้งทำง้อ ไม่เป็น
    เหลียวใจกลับมา รวมสองใจให้ เป็นหนึ่ง
    11/18/2007

    ง่วง...จะแก้ง่วงอย่างไร

    ง่วง...จะแก้ง่วงอย่างไร


    วันนี้ผมนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ถึงเวลาประมาณ เกือบ 5 ทุ่ม เกิดอาการง่วงมากมาย บางช่วงเวลาถึงกับสับปะหงก ต้องลุกเดิน แต่พอมานั่งทำงานต่อ มันก็ง่วงอีก

    ก็เลยคิดว่า คนเราทำไมถึงง่วง จึงได้เปิด google ค้นหา

    ทราบว่า เมื่อร่างกายคนเราอยู่ในสภาพเหนื่อยล้า กลไกของร่างกายจะบังคับให้ระบบต่างๆในร่างกายปลดภาระทำงานให้ช้าลง ทำให้หนังตาหนักอึ้ง อ่อนเพลียไม่มีเรียวแรง ต้องการเอนตัวลงนอนราบกับพื้น... มันหมายถึงถึงเวลาพักผ่อนแล้ว

    แต่งานผมไม่เสร็จนี่สิ จะทำอย่างไร

    ก็ค้นต่อไปอีก ไปเจอข้อเขียนของ "ชายขอบ" ที่เว็บ http://gotoknow.org/blog/generalknowlede/17578 กล่าวถึงความในสมัยพุทธกาลว่าพระพุทธเจ้าสอนวิธีแก้ง่วงให้กับพระโมคคัลลานะนำไปขจัดความง่วงของตนเอง มีทั้งหมด 8 ข้อ ดังนี้

    1. จงพยายามจดจำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้มาก จะหายง่วง ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    2. นึกถึงบทเรียนที่ได้เรียนมาให้มากที่สุด ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    3. ท่องบทเรียนที่ได้เรียนมาโดยพิสดารให้มาก ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    4. ยอนหูทั้งสองและลูบตัวด้วยฝ่ามือ ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    5. ลุกขึ้นยืนใช้น้ำลูบหน้าแหงนดูทิศดูดาว ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    7. ลุกขึ้นแล้วเดินจงกรม หรือเดินไปเดินมา ถ้าไม่ได้ผล...ให้

    8. จงนอนเสียอย่าง “มีสติ” (เหลือทางเดียว สุดท้าย)

    ใครที่ยังจะต้องทำงานต่อแม้จะง่วงแสนง่วง ลองนำไปปฏิบัตินะครับ แต่ขอบอกว่าอย่าทำลัดข้อนะครับ

    ใครที่ทำแล้วได้ผลหีอไม่ได้ผลอย่างไร ลองนำมาขยายความบอกกันบ้างนะครับ
    11/3/2007

     

    ไม่มีอารายจาทำอ่า
    จาอั๊บซาเปด ก็เน็ตช้า
    อย่ากได้เน็ตเร็วๆอ่า
    ขอร้องนะ
    แง้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ทำไม่ชีวิตตูเปนอย่างนี้อ่า
    กำ
    ...
    10/10/2007

    S.I.A.M ตัวละครสัญชาติไทย โดยคนไทย

    S.I.A.M [Secret Intelligent Assault Militia] ตัวละครสัญชาติไทย โดยคนไทย





    ครั้งแรกกับการนำ Presenter นางแบบสาวสุด SEXY ของไทย ในการเป็นต้นแบบตัวละครในเกม Special Force ซึ่งครั้งนี้เป็นความร่วมมือในการสร้างสรรค์ของทีมงาน SFTH และ SFKR เปิดเผยพร้อมกันครั้งแรกที่งาน

    SF World Championship [Bangkok 2007]

    ณ IMAX ชั้น5 สยามพารากอน
    20 ต.ค.นี้


    แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

     

    BY :www.sf.in.th
    7/29/2007

    ขอนไม้กับเรือ - บ่าววี

    โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล ลมพัดลมเพลอยมาไกล

    เป็นแค่ขอนไม้ไม่มีทิศทาง ประคองตัวเองไปเหงาเหงา

    กลางคืนเหน็บหนาวจนใจจะพัง ไม่เหลือความหวังอะไรเลย

    วันหนึ่งน้องสาวลอยคอมา มือเจ้าไขว่คว้าขอนไม้เอาไว้

    เพียงหวังในใจ พยุงให้รอยอยากส่งให้เธอไปถึงฝั่ง

    พื้นดินทางนั้นยังรอคอย แรงเหลืออยู่น้อยจะไปอย่างไร

    * หากมีเรือสักลำ แล่นมา ก็ขอให้เธออย่าช้า ขึ้นเรือนั้นไป


    ** เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้ ต่อให้รักเจ้ามากพียงไหน

    ผุพังไป พึ่งพาก็ได้ไม่นาน

    เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้ เกาะลอยคอให้เพียงข้ามวัน

    แต่ฝั่งฝัน ขอเพียงให้เรือพาเจ้าไป

    โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล ลมพัดลมเพไปตามกระแส

    ขอนไม้อ่อนแอจะไปไหนไกล พี่อยากให้จมไปด้วยกัน

    ไม่ยอมให้ฝันเจ้าต้องสลาย เมื่อพี่จมหายให้เจ้ายังมีหวัง

    ซ้ำ ( * ** ** )